http://www.rxrama.com/article005.html
จำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีมากขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่า จะมีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ในปี พ.ศ. 2563 (ซึ่งตรงกับ คศ. 2020) ในสภาพปัจจุบัน ผู้สูงอายุไทยมากกว่าครึ่ง ยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสุขมากนัก เพราะมีทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย เนื่องจากความสูงอายุ ร่วมกับภาวะโรคภัยไข้เจ็บ ที่ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ควร ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และมีผลปั่นทอนความสุข และสุขภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้แก่
การควบคุมโรคต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ผลดี เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อน ขึ้นอยู่กับการควบคุมดูแลเรื่องอาหารอย่างระมัดระวัง การจัดการเรื่องอาหารสำหรับผุ้สูงอายุ มีความยากลำบากพอควร เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกและการกินอาหาร ซึ่งได้แก่
เมื่อจะให้คำแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการการให้อาหารเพื่อช่วยเสริมการรักษาโรค จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ี้เพื่อจะทำให้คำแนะนำได้ผลดียิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเป็นคำแนะนำที่เปล่าประโยชน์
ปัญหาสุขภาพที่การใช้การควบคุมอาหาร มีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรค
พลังงานมาจากอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรมีตามสัดส่วนดังนี้
นั่นคือ ประมาณ 50–55 % ของพลังงานมาจากอาหารแป้ง และควรเป็นแป้งที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน (ข้าว มันฝรั่ง เผือก มัน )
อาหารโปรตีนประมาณ 10–15% ของพลังงานทั้งหมด ถ้า 2,000 แคลอรี่ จะเป็น พลังงานจากโปรตีนประมาณ 200–300 แคลอรี่ (50–75 กรัม หรือเท่ากับเนื้อสุก 6–7 ช้อนโต๊ะต่อวัน)
อาหารไขมันประมาณ 30–35% ของพลังงานทั้งหมด และต้องระวังเลือกชนิดของไขมันด้วย โดยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด
การลดกรดไขมันชนิดอิ่มตัวในอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยชลอการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด ทำให้คนไข้ไม่อ้วนมาก และลดอุบัติการณ์ของการดื้ออินซูลิน ซึ่งทำให้คุมเบาหวานลำบากขึ้น
ปัญหาอ้วน
ปัญหาอ้วนเกินเจอได้บ่อย ๆ ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมือง เพราะมักจะรับประทานอาหารนิ่ม ๆ ซึ่งมีน้ำตาล แป้ง กะทิ เนย นม เป็นส่วนประกอบหลักทำให้อ้วนได้ง่าย คนอ้วนจะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวและมักจะมีปัญหาเรื่องปวดเข่า เรื้อรัง
หลักเกณฑ์การลดน้ำหนักได้แก่
อาหารทางสมองของผู้สูงอายุหลายชนิด มีผลจากการขาดวิตามิน ได้แก่ วิตามิน B1, B12, B6
อาการท้องผูกในผู้สูงอายุ มิใช่ปัญหาที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับกว้าง พบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่มักมีอาการที่ไม่รุนแรง ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกมักจะดำเนินวิธีการแก้ไขในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น การหาอาหารหรือผลไม้บางชนิดมารับประทาน แล้วทำให้มีการถ่ายอุจจาระออกมา บางท่านใช้ยาหรือน้ำสบู่สวนทวาร ทำให้อุจจาระนิ่มหรืออ่อนตัวลง แล้วทำให้ขับถ่ายออกมาโดยง่าย บางท่านนิยมซื้อยาระบายมารับประทาน ซึ่งยาพวกนี้จะทำให้ลำไส้ขับถ่ายอุจจาระออกมาด้วยกลไกต่าง ๆ กัน
อาการท้องผูก หมายถึง อาการที่มีความยากลำบากในการถ่ายอุจจาระ ต้องใช้เวลาในการถ่ายมาก มีการเบ่งถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระแข็งมาก ถ่ายแล้วแต่ยังมีความรู้สึกว่าถ่ายยังไม่หมด หรือถ่ายยังไม่สุด หรือยังปวดท้องอยากถ่าย หรือเบ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าพิจารณาจากความถี่ของการถ่ายอุจจาระจะถือว่า ถ้าถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เรียกว่า มีอาการท้องผูก
การทำงานของทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่อาหารถูกรับประทานเข้าไปทางปาก มีการบดเคี้ยวด้วยฟันจนเป็นชิ้นเล็ก ๆ และลงไปคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก อาหารจะมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิตต่อไป อาหารบางส่วนที่ร่างกายไม่สามารถจะดูดซึมไปใช้ได้ เรียกว่า กากอาหาร จะค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมาตามลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ตอนต้น ในขณะนั้นกากอาหารส่วนใหญ ่จะอยู่ในสภาพค่อนข้างเหลว เพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยมากพอควร ขณะที่กากอาหารส่วนนี้ผ่านจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้น สู่ส่วนสุดท้ายก่อนจะถึงทวาร ลำไส้ก็จะดูดน้ำออกจากกากอาหารไปเรื่อย ๆ จนทำให้กากอาหารข้นเข้าทุกที จนจับกันเป็นก้อน เมื่อกากอาหารมารวมกันมากขึ้น จะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายมีแรงบีบตัว ทำให้เรารู้สึกปวดอยากจะถ่าย และเกิดการขับถ่ายอุจจาระออกมานั่นเอง
ขบวนการย่อยอาหารจากต้นจนจบถึงขั้นสุดท้าย คือการถ่ายอุจจาระ จะกินเวลาประมาณ 1–3 วัน ซึ่งอัตราความเร็วนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารของแต่ละคน ชนิดของอาหาร และปริมาณของกากอาหารที่เหลือค้างในลำไส้ คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1 วัน อุจจาระจะมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง แต่ถ้าไม่มีการขับถ่ายออกมาตามเวลาปกติ อุจจาระที่ถูกเก็บในลำไส้ใหญ่ จะถูกดูดน้ำออกไปเรื่อย ๆ จนแห้งและแข็งมากขึ้นทุกที ทำให้อุจจาระออกด้วยความลำบาก นั่นคือเกิดอาการท้องผูก
สาเหตุ
อาการท้องผูก มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่
ท้องผูกอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความไม่สุขสบายในกระเพาะอาหาร ทวารหนัก และอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน เกิดโรคริดสีดวงทวารได้
การดูแลรักษา
การรับประทานยาระบาย หรือการสวนทวารด้วยน้ำหรือน้ำยาเป็นประจำนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่เราควรจะพยายามมองลักษณะการดำเนินชีวิตของเรา ว่ามีอะไรที่ควรจะแก้ไข ทำให้อาการท้องผูกดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา ดังนี้
© 2001 พญ. สิรินทร ฉันศิริกาญจน
จำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศไทย มีมากขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่า จะมีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ในปี พ.ศ. 2563 (ซึ่งตรงกับ คศ. 2020) ในสภาพปัจจุบัน ผู้สูงอายุไทยมากกว่าครึ่ง ยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสุขมากนัก เพราะมีทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย เนื่องจากความสูงอายุ ร่วมกับภาวะโรคภัยไข้เจ็บ ที่ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ควร ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และมีผลปั่นทอนความสุข และสุขภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้แก่
- โรคเบาหวาน
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง
- โรคหลอดเลือดหัวใจ
- โรคคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง
- อัมพาต และหรือแขนขาอ่อนแรง
- ปวดข้อระยะยาว
- ปวดหลังระยะยาว
- หกล้มและกระดูกหัก (กระดูกต้นขา)
การควบคุมโรคต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ผลดี เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อน ขึ้นอยู่กับการควบคุมดูแลเรื่องอาหารอย่างระมัดระวัง การจัดการเรื่องอาหารสำหรับผุ้สูงอายุ มีความยากลำบากพอควร เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกและการกินอาหาร ซึ่งได้แก่
| Availability of foods in the local environment | The food selection model |
| Nutrition knowledge and/or food beliefs | physical availability |
| Habit and previous food experience | economic availability |
| Individual likes and dislikes | cultural availability |
| Facilities for storing, preparing and cooking | gatekeeper availability |
| Cooking just for oneself or eating with and/or cooking for other | personal availability |
| Skills in food preparation and willingness to experiment and develop new skills | |
| Financial resources, budgeting skills and the cost of foods | |
| Time availability and the time required to prepare and eat foods | |
| State of health and appitite |
เมื่อจะให้คำแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการการให้อาหารเพื่อช่วยเสริมการรักษาโรค จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ี้เพื่อจะทำให้คำแนะนำได้ผลดียิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเป็นคำแนะนำที่เปล่าประโยชน์
ปัญหาสุขภาพที่การใช้การควบคุมอาหาร มีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรค
- เบาหวาน
- อ้วน
- ไขมันในเลือดสูง
- สมองเสื่อม
พลังงานมาจากอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรมีตามสัดส่วนดังนี้
C : P : F ~ 5 – 5.5 : 1 – 1.5 : 3 - 3.5
นั่นคือ ประมาณ 50–55 % ของพลังงานมาจากอาหารแป้ง และควรเป็นแป้งที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน (ข้าว มันฝรั่ง เผือก มัน )
อาหารโปรตีนประมาณ 10–15% ของพลังงานทั้งหมด ถ้า 2,000 แคลอรี่ จะเป็น พลังงานจากโปรตีนประมาณ 200–300 แคลอรี่ (50–75 กรัม หรือเท่ากับเนื้อสุก 6–7 ช้อนโต๊ะต่อวัน)
อาหารไขมันประมาณ 30–35% ของพลังงานทั้งหมด และต้องระวังเลือกชนิดของไขมันด้วย โดยกรดไขมันชนิดอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด
การลดกรดไขมันชนิดอิ่มตัวในอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยชลอการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด ทำให้คนไข้ไม่อ้วนมาก และลดอุบัติการณ์ของการดื้ออินซูลิน ซึ่งทำให้คุมเบาหวานลำบากขึ้น
ปัญหาอ้วน
ปัญหาอ้วนเกินเจอได้บ่อย ๆ ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมือง เพราะมักจะรับประทานอาหารนิ่ม ๆ ซึ่งมีน้ำตาล แป้ง กะทิ เนย นม เป็นส่วนประกอบหลักทำให้อ้วนได้ง่าย คนอ้วนจะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวและมักจะมีปัญหาเรื่องปวดเข่า เรื้อรัง
หลักเกณฑ์การลดน้ำหนักได้แก่
- รับประทานอาหารตามปกติวันละสามมื้อ งดของว่างระหว่างมื้อ
- เคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียด มีสมาธิ ไม่ควรดูโทรทัศน์ในเวลาอาหาร
- งดอาหารทอดหรือย่าง เปลี่ยนไปรับประทานอาหารต้มหรือนึ่งแทน
- รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
- ลดไขมัน เช่นในเนื้อ เนย และเนยเทียม (มาการีน)
- ดื่มนมพร่องไขมันแทนนมปกติ
- งดอาหารหวาน หรือน้ำตาลในชาและกาแฟ ใช้สารทดแทนความหวานถ้าจำเป็น
- ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล
- รับประทานธัญญพืชที่มีรำหรือเส้นใย เช่น ขนมปังโฮลวีต
- ถ้าปฏิบัติไม่ได้เคร่งครัด อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ
- ลดสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
อาหารทางสมองของผู้สูงอายุหลายชนิด มีผลจากการขาดวิตามิน ได้แก่ วิตามิน B1, B12, B6
อาการท้องผูกในผู้สูงอายุ |
อาการท้องผูกในผู้สูงอายุ มิใช่ปัญหาที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับกว้าง พบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่มักมีอาการที่ไม่รุนแรง ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกมักจะดำเนินวิธีการแก้ไขในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น การหาอาหารหรือผลไม้บางชนิดมารับประทาน แล้วทำให้มีการถ่ายอุจจาระออกมา บางท่านใช้ยาหรือน้ำสบู่สวนทวาร ทำให้อุจจาระนิ่มหรืออ่อนตัวลง แล้วทำให้ขับถ่ายออกมาโดยง่าย บางท่านนิยมซื้อยาระบายมารับประทาน ซึ่งยาพวกนี้จะทำให้ลำไส้ขับถ่ายอุจจาระออกมาด้วยกลไกต่าง ๆ กัน
อาการท้องผูก หมายถึง อาการที่มีความยากลำบากในการถ่ายอุจจาระ ต้องใช้เวลาในการถ่ายมาก มีการเบ่งถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระแข็งมาก ถ่ายแล้วแต่ยังมีความรู้สึกว่าถ่ายยังไม่หมด หรือถ่ายยังไม่สุด หรือยังปวดท้องอยากถ่าย หรือเบ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าพิจารณาจากความถี่ของการถ่ายอุจจาระจะถือว่า ถ้าถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เรียกว่า มีอาการท้องผูก
การทำงานของทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่อาหารถูกรับประทานเข้าไปทางปาก มีการบดเคี้ยวด้วยฟันจนเป็นชิ้นเล็ก ๆ และลงไปคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก อาหารจะมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิตต่อไป อาหารบางส่วนที่ร่างกายไม่สามารถจะดูดซึมไปใช้ได้ เรียกว่า กากอาหาร จะค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมาตามลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ตอนต้น ในขณะนั้นกากอาหารส่วนใหญ ่จะอยู่ในสภาพค่อนข้างเหลว เพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยมากพอควร ขณะที่กากอาหารส่วนนี้ผ่านจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้น สู่ส่วนสุดท้ายก่อนจะถึงทวาร ลำไส้ก็จะดูดน้ำออกจากกากอาหารไปเรื่อย ๆ จนทำให้กากอาหารข้นเข้าทุกที จนจับกันเป็นก้อน เมื่อกากอาหารมารวมกันมากขึ้น จะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายมีแรงบีบตัว ทำให้เรารู้สึกปวดอยากจะถ่าย และเกิดการขับถ่ายอุจจาระออกมานั่นเอง
ขบวนการย่อยอาหารจากต้นจนจบถึงขั้นสุดท้าย คือการถ่ายอุจจาระ จะกินเวลาประมาณ 1–3 วัน ซึ่งอัตราความเร็วนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารของแต่ละคน ชนิดของอาหาร และปริมาณของกากอาหารที่เหลือค้างในลำไส้ คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1 วัน อุจจาระจะมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง แต่ถ้าไม่มีการขับถ่ายออกมาตามเวลาปกติ อุจจาระที่ถูกเก็บในลำไส้ใหญ่ จะถูกดูดน้ำออกไปเรื่อย ๆ จนแห้งและแข็งมากขึ้นทุกที ทำให้อุจจาระออกด้วยความลำบาก นั่นคือเกิดอาการท้องผูก
สาเหตุ
อาการท้องผูก มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่
- รับประทานอาหารที่มีกากน้อย หรือมีเส้นใยน้อยมาก
เส้นใย คือ ส่วนประกอบของพืชผักต่าง ๆ ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยสลายให้เล็กลง และดูดซึมเอาไปใช้ในร่างกายได้ หลังจากกระบวนการย่อยอาหารเสร็จสิ้นแล้ว เส้นใยก็ยังคงค้างอยู่ในลำไส้ และเคลื่อนลงมาสู่ลำไส้ใหญ่ กลายเป็นอุจจาระต่อไป ถ้าคนรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก อุจจาระก็จะมีปริมาณมากด้วย และทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่าย เมื่อกากอาหารและเส้นใยมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนคนที่ไม่ค่อยรับประทานผักหรือผลไม้ รับประทานแต่ข้าว ขนม หมูต้ม ไข่เจียว จะมีกากอาหารที่เป็นอุจจาระในปริมาณน้อย จึงยังไม่สามารถกระตุ้นลำไส้ใหญ่ส่วนปลายให้เกิดการขับถ่ายได้ อุจจาระส่วนนั้นก็จะค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ และถ้านานเข้า ก็จะแห้งและแข็งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
- ดื่มน้ำในปริมาณน้อย
น้ำดื่มถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ร่างกายของเราต้องใช้น้ำเพื่อเป็นส่วนประกอบของเลือด ของเซลล์ต่าง ๆ และทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้สูงอายุมักจะดื่มน้ำน้อย เนื่องจากศูนย์ที่กระตุ้นให้รู้สึกหิวน้ำทำงานไม่ค่อยดี ผู้สูงอายุจึงไม่ค่อยรู้สึกหิวน้ำ และในบางรายมีปัญหาเรื่องกลั้นปัสสาวะลำบากหรือกลั้นไม่อยู่ ผู้สูงอายุจะพยายามช่วยตัวเอง ด้วยการดื่มน้ำน้อยลง เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องปัสสาวะรด/ราด เมื่อร่างกายได้น้ำน้อย ไม่พอใช้ ก็จะพยายามดูดน้ำจากกากอาหารในลำไส้ออกมา ทำให้กากอาหารนั้นแข็งมากขึ้น ทำให้ถ่ายออกยาก เกิดอาการท้องผูกตามมา
- ไม่ได้ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา หรือกลั้นอุจจาระบ่อย ๆ ถ้าปวดเวลาไหนก็ไปถ่ายเวลานั้น บางครั้งเกิดปวดถ่าย แต่ไม่สามารถจะไปถ่ายได้ เช่น กำลังอยู่ในงานเลี้ยง หรืออยู่ในที่ที่ไม่มีห้องน้ำที่สะอาดพอ ทำให้ต้องกลั้นเอาไว้ บางท่านกำลังทำงานอดิเรกอยู่เพลิน ๆ ดูทีวีเพลิน ๆ ก็ไม่อยากลุกไปถ่าย ทำให้ท้องผูกได้
- การรับประทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ ถ้าหากท่านได้ยาชนิดใหม่มาจากแพทย์แล้วพบว่า ลำไส้ทำงานไม่เหมือนเดิม คงจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาเป็นกลุ่มอื่น ๆ อย่าพยายามแก้ปัญหาด้วยการไปซื้อยาระบายมารับประทาน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
ยาที่พบว่าทำให้เกิดอาการท้องผูกได้บ่อย เช่น ยาแก้ไอและยาแก้ปวด ที่มีส่วนประกอบของอนุพันธ์จากฝิ่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียม และแคลเซียม ยาบำรุงเลือดที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก ยาต้านความเศร้า เป็นต้น
- โรคทางกายบางโรคอาจมีผลทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น คนไข้เบาหวานที่เป็นมานาน จนเกิดอาการแทรกซ้อน โดยระบบประสาทอัตโนมัติที่จะช่วยเรื่องการบีบตัวของลำไส้ทำงานไม่ค่อยดี ทำให้ประสิทธิภาพของลำไส้ ที่จะบีบตัวไล่กากอาหารลงมาที่ทวารหนักลดลง กากอาหารค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น ทำให้แห้งและแข็งตัวขึ้น โรคธัยรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ และภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ก็จะทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาท ทำให้ไม่สามารถจะเดินได้อย่างปกติ หรือผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดเวลา จะทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง และทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้
ท้องผูกอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความไม่สุขสบายในกระเพาะอาหาร ทวารหนัก และอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน เกิดโรคริดสีดวงทวารได้
การดูแลรักษา
การรับประทานยาระบาย หรือการสวนทวารด้วยน้ำหรือน้ำยาเป็นประจำนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่เราควรจะพยายามมองลักษณะการดำเนินชีวิตของเรา ว่ามีอะไรที่ควรจะแก้ไข ทำให้อาการท้องผูกดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา ดังนี้
- ปรับเปลี่ยนลักษณะการรับประทานอาหาร ควรมีการปรับแต่งอาหารของผู้สูงอายุให้ประกอบด้วยผัก และผลไม้มากขึ้น ถ้าผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องฟัน ควรเลือกผักที่นิ่ม เช่น ตำลึง ถั่วงอก ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว และปรุงให้นิ่ม ผักที่เป็นหัวหรือเป็นผล เช่น ไชเท้า ฟักเขียว น้ำเต้า ก็สามารถนำมาปรุงอาหารให้นิ่มได้โดยง่าย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ประมาณ 6 - 8 แก้วต่อวัน
- ฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา และอย่ากลั้นอุจจาระ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน
- ประมาณครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมดควรมาจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
- เข้าใจเรื่องกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว และเลือกให้ถูกต้อง
- เพิ่มเส้นใยอาหาร จะช่วยสานเส้นใยชีวิต
© 2001 พญ. สิรินทร ฉันศิริกาญจน